00

“สำหรับรายได้ในส่วนของกลุ่มผู้ปลูก 75 ครอบครัวนั้น 1 ปีจะมีการปันผลกันครั้งหนึ่ง รายได้ต่อปีขึ้นอยู่กับผลผลิตในแต่ละปี เหมือนทำเป็นแปลงกลางแล้วทุกครัวเรือนลงหุ้นดูแลกันตรงนั้น แปลงหนึ่งมีประมาณ 1,000 ต้น จะมีรายได้ 300,000-500,000 บาท ต่อปี นอกจากนี้ ยังแตกย่อยเป็นกลุ่มแปรรูปอีกชั้นหนึ่ง ขณะที่รายได้ต่อเดือนในกลุ่มแปรรูปประมาณคนละ 5,000 บาทขึ้นไป”


แม้จะไปจังหวัดเลยหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเมืองนี้สามารถปลูกพืชเมืองหนาวอย่างมะคาเดเมียได้ พอไปเห็นผลิตภัณฑ์มะคาเดเมียของกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านบ่อเหมืองน้อย อำเภอนาแห้ว จึงค่อนข้างจะแปลกใจ และยิ่งน่าสนใจเพิ่มขึ้นไปอีกเพราะได้โอท็อป 5 ดาวของจังหวัดเลย เมื่อปี 2553

01

ยี่ห้อ “เกษตรภูสันทราย”

คุณนรรถพร สุโพธิ์ ประธานกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านบ่อเหมืองน้อย เล่าว่า กิจกรรมหลักๆ ของกลุ่มคือแปรรูปมะคาเดเมีย สตรอเบอร์รี่ และแปรรูปสินค้าเกษตรต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่ โดยเป็นชาวบ้านกลุ่มแรกที่แปรรูปมะคาเดเมีย ขณะที่ในท้องตลาดทั่วไปจะเป็นของโครงการหลวง หรือเป็นของบริษัทใหญ่ๆ เสียมากกว่า ส่วนสตรอเบอร์รี่ก็ทำแยม และทำน้ำสตรอเบอร์รี่ ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีพ่อค้าแม่ค้าเข้าไปซื้อสตรอเบอร์รี่แทบทุกวัน ในราคากิโลกรัมละ 100-150 บาท แต่เกษตรกรปลูกกันไม่มากและไม่พอขาย

สำหรับมะคาเดเมียแปรรูปของกลุ่มนี้มีหลากหลาย อาทิ อบเกลือ, อบธรรมชาติ, อบเนย, เคลือบช็อกโกแลต และมะคาเดเมียแก้วที่ทำเหมือนถั่วตัด นอกจากนั้น ยังทำน้ำมันมะคาเดเมียด้วย

ราคาขายมะคาเดเมียอบเกลือกิโลกรัมละ 500-900 บาท แล้วแต่เกรดแล้วแต่ขนาด ทางกลุ่มจะทำเป็นแพ็กด้วย ถ้าเป็นเกรดเอ 200 กรัม ราคา 180 บาท เกรดเอเม็ดแตก 150 กรัม ราคา 120 บาท

ส่วนมะคาเดเมียเคลือบช็อกโกแลตนั้นทางมหาวิทยาลัยราชภัฏเลยเป็นผู้ดูแลเรื่องสูตร กล่องหนึ่งมี 20 เม็ด ราคา 100 บาท ตกเม็ดละ 5 บาท ซึ่งทางกลุ่มยืนยันว่าไม่แพง เพราะถ้าเปรียบเทียบกับยี่ห้ออื่นขายเม็ดละ 9-14 บาท และหากเทียบกับของโครงการหลวงขนาดเม็ดจะเท่ากัน แต่โครงการหลวงบรรจุภัณฑ์จะสวยกว่าและราคาจะสูงกว่าเยอะมาก โดยของโครงการหลวงขาย 120 กรัม ราคา 180 บาท แต่ของกลุ่มเป็นยี่ห้อเดียวที่น้ำหนักมากกว่าราคา

ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านบ่อเหมืองน้อย ใช้ชื่อว่า “เกษตรภูสันทราย” เนื่องจากเป็นหมู่บ้านที่อยู่ในเขตอุทยานภูสันทราย ทั้งนี้ มะคาเดเมียอบเกลือและอบธรรมชาติจะขายดีที่สุด

02

แนะต้องเร่งส่งเสริมให้ปลูก

ที่ผ่านมา ทางกลุ่มเคยนำมะคาเดเมียและผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ มาขายที่กรุงเทพฯ หลายครั้งหลายหน แต่ก็มีลูกค้าสงสัยและสอบถามว่าเมืองไทยปลูกได้จริงหรือ จึงต้องอธิบายว่าปลูกได้และปลูกกันหลายจังหวัดทางภาคเหนือ

สำหรับปัญหาหนักอกของกลุ่มนี้คือ มีวัตถุดิบไม่ค่อยพอ เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ในอำเภอนาแห้วมักจะปลูกพืชล้มลุกอย่างข้าวโพดมากกว่า กลุ่มเองมีสมาชิก 75 ครอบครัว และต่างปลูกมะคาเดเมียกันหมด แต่ก็ยังไม่พอ คุณนรรถพรจึงฝากบอกไปยังหน่วยงานราชการว่า ควรมีการส่งเสริมให้ปลูกในพื้นที่อำเภอนาแห้วและพื้นที่อื่นๆ ให้มากขึ้น เพราะมะคาเดเมียเป็นพืชยืนต้นที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงถ้าเทียบกับการปลูกยางพารา ซึ่งในอำเภออื่นๆ ของจังหวัดเลยก็ปลูกกัน อย่างเช่นที่ ภูเรือ, ด่านซ้าย หรือที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และที่จังหวัดตาก จังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่

เธอเล่าว่า ในปัจจุบัน ถ้าขายเป็นมะคาเดเมียรวมเปลือกแข็งๆ ทางกลุ่มรับซื้อกิโลกรัมละ 60 บาท แล้วนำมาคัดแยกเกรดเอง แต่ถ้าแปรรูปก็คูณ 2 คูณ 3 เข้าไป พื้นที่ไหนปลูกทางกลุ่มก็จะรับซื้อไว้หมด เพราะของอำเภอนาแห้วเองมีไม่พอ ซึ่งการรับซื้อในราคาสูงเช่นนี้ เพราะถือว่าคนที่ปลูกกับคนแปรรูปและคนที่ขายต้องได้ส่วนแบ่งพอๆ กันถึงจะไปด้วยกันได้ โดยปีหนึ่งๆ จะรับซื้อมะคาเดเมียปีละ 30 ตัน

ในฐานะที่ค้าขายมะคาเดเมียแปรรูปมาหลายปี คุณนรรถพร มองว่า “ผลิตภัณฑ์พวกนี้น่าจะไปได้ดีเพราะขายมาตั้งแต่ปี 2546 สินค้าก็ยังไม่พอขาย และไม่เคยเลยที่จะขายไม่ออก มีแต่จะไม่พอขาย พูดได้ว่ามะคาเดเมียสมแล้วที่เป็นต้นไม้ของพ่อเพราะสามารถสร้างอาชีพได้หลากหลายมาก คือแปรรูปได้หลายอย่าง ที่กลุ่มเราทำทุกวันนี้ยังไม่ครบทุกอย่าง ยังสามารถทำไอศกรีม ทำคุกกี้ได้อีก จึงวางแผนไว้ว่าจะทำต่อเมื่อวัตถุดิบมีมากพอ”

03

จุดเด่นทั้งถูกทั้งดี

สินค้าของกลุ่มนี้แตกต่างจากเจ้าอื่นตรงที่ราคาถูกกว่าและมีความสดใหม่ ซึ่งคุณนรรถพร ให้เหตุผลว่า เป็นเพราะทางกลุ่มจะไม่กะเทาะเปลือกมะคาเดเมียไว้นาน จะอบทั้งกะลาไว้ก่อน พอจะออกงานค่อยกะเทาะเปลือกอีกครั้งหนึ่ง เรื่องความสะอาดก็ได้รับความช่วยเหลือจาก สวทช. และสาธารณสุข พร้อมกับได้เครื่องหมาย อย. และได้ตรา มผช. แล้ว โดยหน่วยงานราชการในพื้นที่ช่วยกันดูแลเต็มที่

คุณนรรถพร เล่าถึงสาเหตุที่กลุ่มมาทำแปรรูปมะคาเดเมียว่า เป็นเพราะบ้านบ่อเหมืองน้อยเป็นหมู่บ้านเพื่อความมั่นคงหลังศึกร่มเกล้า เมื่อทหารรับชาวบ้านเข้าไปอยู่เป็นหมู่บ้านเพื่อความมั่นคงแล้วทหารก็นำนักวิชาการเข้ามาสำรวจพื้นที่ พร้อมกับนำต้นมะคาเดเมียมาให้ปลูก ตั้งแต่ปี 2533 ครั้งแรกมีคำสั่งให้ปลูกกันทุกครอบครัว ครอบครัวละ 50 ต้น ซึ่งฝ่ายทหารระบุว่าพืชตัวนี้จะทำให้ชาวบ้านอยู่ได้แต่ชาวบ้านก็ไม่เชื่อ เนื่องจากระยะเวลาให้ผลผลิตยาวนานมาก คือถ้าดูแลอย่างดีต้องใช้เวลาประมาณ 6-7 ปี แต่ถ้าปลูกแบบชาวบ้านใช้ 10 ปีขึ้นไป พอปลูกกันมาจนถึงปี 2545-2546 มะคาเดเมียจึงเริ่มให้ผลผลิต จากนั้นก็มาเรียนรู้เรื่องการแปรรูป

ตั้งแต่เริ่มปลูกปี 2533 ถึงตอนนี้ในเขตอำเภอนาแห้วมีต้นมะคาเดเมียประมาณ 7,000 ต้น และในปีนี้ฝ่ายทหารมีนโยบายมาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกอีก 1,000 ไร่

ถามถึงปัญหาการปลูกมะคาเดเมีย คุณนรรถพร บอกว่า ไม่ค่อยมีเพราะเป็นต้นไม้ที่ชอบปุ๋ยคอก เรื่องโรคและแมลงก็ไม่มี แค่ดูแลตัดหญ้าเท่านั้น ปัญหาหลักๆ ของเจ้าไม้เมืองหนาวนี้คือระยะเวลาในการปลูกนานมาก พันธุ์ที่ปลูกมี 5-6 พันธุ์ โดยจะปลูกหลายพันธุ์คละกันไป

สำหรับรายได้ในส่วนของกลุ่มผู้ปลูก 75 ครอบครัวนั้น 1 ปีจะมีการปันผลกันครั้งหนึ่ง รายได้ต่อปีขึ้นอยู่กับผลผลิตในแต่ละปี เหมือนทำเป็นแปลงกลางแล้วทุกครัวเรือนลงหุ้นดูแลกันตรงนั้น แปลงหนึ่งมีประมาณ 1,000 ต้น จะมีรายได้ 300,000-500,000 บาท ต่อปี นอกจากนี้ ยังแตกย่อยเป็นกลุ่มแปรรูปอีกชั้นหนึ่ง ขณะที่รายได้ต่อเดือนในกลุ่มแปรรูปประมาณคนละ 5,000 บาทขึ้นไป

04

เจ้าแรกในประเทศไทย

ด้านน้ำมันมะคาเดเมียถือเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของกลุ่ม ซึ่งคุณนรรถพร เล่าว่า ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏเลยจึงมาช่วยให้คำปรึกษา เพราะเดิมนั้นทางกลุ่มจะนำเศษๆ มะคาเดเมียไปเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ นักวิชาการจึงนำวัตถุดิบเหล่านั้นไปวิจัย พบว่า มีน้ำมันอยู่และเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย สามารถป้องกันผิวแตกผิวแห้งได้ รวมทั้งส้นเท้าแตก และถ้าอยู่ในพื้นที่อากาศหนาวหากทาน้ำมันมะคาเดเมียจะช่วยให้ผิวชุ่มชื่น เมื่อนำมาทดลองใช้หมักผมจะไม่ร่วง ผมมีน้ำหนักขึ้น

ขายขวดละ 150 บาท บรรจุ 60 ซีซี ถ้าขวดละ 500 ซีซี ขาย 1,000 บาท ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกที่ทำขายในเมืองไทย

ช่วงที่สนทนากันนั้นเป็นงานกาชาดของจังหวัดเลย ปรากฏว่ามีลูกค้าเข้ามาชิมกันยกใหญ่ และหลายรายซื้อติดไม้ติดมือกลับไป

ใครไปจังหวัดเลย หาซื้อมะคาเดเมียแปรรูปของกลุ่มนี้ได้ที่ ปั๊ม ปตท. นาอาน และปั๊ม ปตท. ภูเรือ หรือโทรศัพท์สอบถามกับคุณนรรถพร ได้ที่ (089) 841-1374

ที่มา : มติชนออนไลน์